| ความถี่ | ยอดเงินรวม | ดอกเบี้ยที่ได้ |
|---|---|---|
| ทบต้นรายปี | 2,708,779.12 บาท | 2,008,779.12 บาท |
| ทบต้นรายไตรมาส | 2,804,474.35 บาท | 2,104,474.35 บาท |
| ทบต้นรายเดือน | 2,827,117.19 บาท | 2,127,117.19 บาท |
| ทบต้นรายวัน | 2,838,258.97 บาท | 2,138,258.97 บาท |
| ดอกเบี้ยธรรมดา (ไม่ทบต้น) | 1,680,000.00 บาท | 980,000.00 บาท |
| ปีที่ | ยอดต้นปี | ดอกเบี้ยที่ได้ | ยอดสิ้นปี |
|---|---|---|---|
| 1 | 700,000.00 | 50,603.06 | 750,603.06 |
| 2 | 750,603.06 | 54,261.16 | 804,864.21 |
| 3 | 804,864.21 | 58,183.70 | 863,047.91 |
| 4 | 863,047.91 | 62,389.80 | 925,437.71 |
| 5 | 925,437.71 | 66,899.97 | 992,337.68 |
| 6 | 992,337.68 | 71,736.17 | 1,064,073.85 |
| 7 | 1,064,073.85 | 76,921.98 | 1,140,995.84 |
| 8 | 1,140,995.84 | 82,482.68 | 1,223,478.52 |
| 9 | 1,223,478.52 | 88,445.36 | 1,311,923.88 |
| 10 | 1,311,923.88 | 94,839.08 | 1,406,762.96 |
| 11 | 1,406,762.96 | 101,695.01 | 1,508,457.97 |
| 12 | 1,508,457.97 | 109,046.55 | 1,617,504.52 |
| 13 | 1,617,504.52 | 116,929.53 | 1,734,434.05 |
| 14 | 1,734,434.05 | 125,382.38 | 1,859,816.43 |
| 15 | 1,859,816.43 | 134,446.28 | 1,994,262.71 |
| 16 | 1,994,262.71 | 144,165.41 | 2,138,428.12 |
| 17 | 2,138,428.12 | 154,587.14 | 2,293,015.27 |
| 18 | 2,293,015.27 | 165,762.26 | 2,458,777.53 |
| 19 | 2,458,777.53 | 177,745.23 | 2,636,522.75 |
| 20 | 2,636,522.75 | 190,594.44 | 2,827,117.19 |
ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) คือดอกเบี้ยที่คำนวณจากเงินต้นบวกกับดอกเบี้ยสะสมที่เกิดขึ้นก่อนหน้า กล่าวคือดอกเบี้ยในแต่ละงวดจะถูกนำไปรวมกับเงินต้น ทำให้ฐานในการคำนวณดอกเบี้ยงวดถัดไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแตกต่างจากดอกเบี้ยธรรมดา (Simple Interest) ที่คำนวณจากเงินต้นเดิมเท่านั้นตลอดระยะเวลาฝาก
ตัวอย่างเปรียบเทียบ: ฝากเงิน 100,000 บาท ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เป็นเวลา 10 ปี
จะเห็นว่าดอกเบี้ยทบต้นให้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยธรรมดาถึง 12,889 บาท และยิ่งระยะเวลายาวนานขึ้น ความแตกต่างก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นแบบทวีคูณ
สูตรมาตรฐานที่ใช้คำนวณดอกเบี้ยทบต้นคือ:
A = P(1 + r/n)nt
ดอกเบี้ยที่ได้รับ = A - P
ยิ่งทบต้นถี่ (n มาก) ยอดเงินรวมจะยิ่งสูงขึ้นเล็กน้อย เช่น ทบต้นรายวันจะได้มากกว่าทบต้นรายปี แต่ความแตกต่างมักไม่มากนักสำหรับอัตราดอกเบี้ยปกติ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยกล่าวว่า "ดอกเบี้ยทบต้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก คนที่เข้าใจมันจะได้รับ คนที่ไม่เข้าใจจะต้องจ่าย" พลังของดอกเบี้ยทบต้นอยู่ที่การเติบโตแบบทวีคูณ (Exponential Growth) ซึ่งแตกต่างจากการเติบโตแบบเส้นตรง
กฎ 72 (Rule of 72) เป็นวิธีลัดในการประมาณเวลาที่เงินจะเพิ่มเป็น 2 เท่า:
จำนวนปีที่เงินเพิ่มเป็น 2 เท่า = 72 ÷ อัตราดอกเบี้ย (%)
สำหรับดอกเบี้ย 7% ที่คุณกำลังคำนวณ เงินต้นจะเพิ่มเป็น 2 เท่าในเวลาประมาณ 10.3 ปี
ตารางเปรียบเทียบผลตอบแทนจากเงินต้น 100,000 บาท ดอกเบี้ย 5% ต่อปี ในระยะเวลาต่างๆ:
จะเห็นได้ชัดว่ายิ่งระยะเวลายาวนาน ดอกเบี้ยทบต้นยิ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่ามาก เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจะถูกนำไปสร้างดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก เหมือน "ดอกเบี้ยออกลูก" ไปเรื่อยๆ นี่คือเหตุผลที่การเริ่มออมเงินแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญอย่างมาก
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในไทยแบ่งตามประเภทบัญชีดังนี้:
ควรพิจารณาเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยจากหลายธนาคาร และคำนึงถึงภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 15% ด้วย (ยกเว้นบัญชีออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี)
DCA (Dollar Cost Averaging) หรือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ย คือการลงทุนเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กันอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนหรือทุกงวด โดยไม่สนใจว่าราคาจะขึ้นหรือลง เมื่อรวมกับพลังของดอกเบี้ยทบต้น DCA เป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังมาก
ตัวอย่าง: ลงทุน DCA เดือนละ 5,000 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี
จะเห็นว่าแม้ลงทุนเพิ่มขึ้นเพียง 600,000 บาทในแต่ละช่วง 10 ปี แต่ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เพราะเงินที่ลงทุนก่อนมีเวลาสร้างผลตอบแทนทบต้นนานกว่า
ดอกเบี้ยทบต้นเป็นดาบสองคม เมื่อใช้กับการออมหรือการลงทุนจะเป็นประโยชน์ แต่เมื่ออยู่ฝั่งหนี้สิน ดอกเบี้ยทบต้นจะทำงานสวนทางกับคุณ
ดังนั้น หากมีหนี้ที่ดอกเบี้ยสูง ควรรีบชำระให้หมดก่อนที่ดอกเบี้ยทบต้นจะทำให้หนี้เพิ่มพูนจนควบคุมไม่ได้ การชำระหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อนถือเป็น "ผลตอบแทน" ที่ดีที่สุดที่คุณจะได้รับ