| ออมเดือนละ | เงินที่ออมทั้งหมด | ยอดรวมตอนเกษียณ |
|---|---|---|
| 1,000 บาท | 300,000 บาท | 595,509.71 บาท |
| 3,000 บาท | 900,000 บาท | 1,786,529.13 บาท |
| 5,000 บาท | 1,500,000 บาท | 2,977,548.54 บาท |
| 10,000 บาท | 3,000,000 บาท | 5,955,097.08 บาท |
| 15,000 บาท | 4,500,000 บาท | 8,932,645.63 บาท |
| 20,000 บาท | 6,000,000 บาท | 11,910,194.17 บาท |
| 30,000 บาท | 9,000,000 บาท | 17,865,291.25 บาท |
| ผลตอบแทน (% ต่อปี) | เงินที่ออมทั้งหมด | ดอกเบี้ย/ผลตอบแทน | ยอดรวมตอนเกษียณ |
|---|---|---|---|
| 2% | 6,000,000 บาท | 1,776,422.50 บาท | 7,776,422.50 บาท |
| 3% | 6,000,000 บาท | 2,920,156.46 บาท | 8,920,156.46 บาท |
| 5% | 6,000,000 บาท | 5,910,194.17 บาท | 11,910,194.17 บาท |
| 7% | 6,000,000 บาท | 10,201,433.86 บาท | 16,201,433.86 บาท |
| 10% | 6,000,000 บาท | 20,536,668.06 บาท | 26,536,668.06 บาท |
การวางแผนเกษียณเป็นสิ่งที่ทุกคนควรเริ่มต้นตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม เหตุผลสำคัญที่ต้องวางแผนเกษียณมีดังนี้:
กฎ 4% (4% Rule) เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการวางแผนการเงินเกษียณ โดยมาจากการศึกษาของ William Bengen ในปี 1994 ที่เรียกว่า Trinity Study หลักการคือ:
ตัวอย่าง: หากมีเงินออมตอนเกษียณ 10 ล้านบาท สามารถถอนใช้ปีแรก 400,000 บาท หรือเดือนละประมาณ 33,333 บาท แล้วปรับตามเงินเฟ้อทุกปี
อย่างไรก็ตาม กฎ 4% มีข้อจำกัด เพราะอิงจากตลาดสหรัฐอเมริกา อาจต้องปรับให้เหมาะกับบริบทไทย บางคนแนะนำให้ใช้ 3-3.5% เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น
คำถามยอดนิยมคือ "ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเกษียณได้" คำตอบขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และค่าใช้จ่ายของแต่ละคน แต่มีแนวทางทั่วไปดังนี้:
ตัวอย่างเป้าหมายเงินเกษียณตามระดับค่าใช้จ่าย:
ผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้าง) จะได้รับเงินบำนาญชราภาพเมื่ออายุครบ 55 ปี โดยต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) จะได้รับบำนาญรายเดือน 20% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (สูงสุดฐานเงินเดือน 15,000 บาท) และเพิ่ม 1.5% ทุกๆ 12 เดือนที่ส่งเกิน 180 เดือน ตัวอย่าง: ส่งสมทบ 30 ปี เงินเดือนเฉลี่ย 15,000 บาท จะได้บำนาญเดือนละประมาณ 5,250 บาท ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงต้องมีการออมเพิ่มเติม
เป็นกองทุนที่นายจ้างจัดตั้งร่วมกับลูกจ้าง ลูกจ้างสะสม 2-15% ของเงินเดือน นายจ้างสมทบให้อีก 2-15% เงินในกองทุนนำไปลงทุนโดยบริษัทจัดการกองทุน ข้อดีคือได้เงินสมทบจากนายจ้าง (เหมือนได้เงินเดือนเพิ่ม) และเงินสะสมลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี หากเป็นสมาชิกครบ 5 ปีและอายุครบ 55 ปี เงินที่ได้รับยกเว้นภาษี
กองทุนรวมที่ออกแบบมาเพื่อการออมเกษียณโดยเฉพาะ ต้องลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้ง และถือจนอายุ 55 ปีขึ้นไป (ลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี) จึงจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน รวมกับกองทุนเกษียณอื่นๆ ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี มีนโยบายลงทุนหลากหลาย ตั้งแต่ตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงหุ้นในประเทศและต่างประเทศ
กองทุนรวมที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกับ RMF แต่ไม่มีขั้นต่ำในการลงทุนต่อปี ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี (รวมกับกองทุนเกษียณอื่นๆ ไม่เกิน 500,000 บาท) ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการลงทุนมากกว่า RMF
สำหรับข้าราชการ สมาชิกสะสม 3-15% ของเงินเดือน รัฐสมทบให้ 3% และชดเชยเพิ่มอีก 2% เงินนำไปลงทุนโดย กบข. ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 4-6% ต่อปี เมื่อเกษียณจะได้รับเงินก้อนจาก กบข. บวกกับบำนาญจากราชการ ข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. ควรพิจารณาเพิ่มเงินสะสมเป็นสูงสุด 15% เพื่อให้ได้เงินสมทบจากรัฐเต็มที่
การเริ่มออมเร็วเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งเพื่อเกษียณ เพราะดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) จะทำให้เงินเติบโตแบบทวีคูณเมื่อเวลาผ่านไป มาดูตัวอย่างเปรียบเทียบ:
สมมติออมเดือนละ 5,000 บาท ผลตอบแทน 7% ต่อปี เกษียณอายุ 60 ปี:
การเริ่มช้าเพียง 10 ปี (อายุ 25 vs 35) ทำให้ได้เงินน้อยกว่าเกือบ 6 ล้านบาท ทั้งที่ออมเงินต้นต่างกันเพียง 600,000 บาท นี่คือพลังของดอกเบี้ยทบต้นที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง ยิ่งให้เวลามากเท่าไหร่ เงินยิ่งเติบโตมากเท่านั้น
เงินเฟ้อเป็นศัตรูตัวฉกาจของผู้เกษียณ เพราะทำให้อำนาจซื้อของเงินลดลงทุกปี อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ประมาณ 2-3% ต่อปี หมายความว่า:
ดังนั้นในการวางแผนเกษียณ ต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Return) ซึ่งคือผลตอบแทนหักเงินเฟ้อ หากผลตอบแทนจากการลงทุน 5% ต่อปี และเงินเฟ้อ 3% ผลตอบแทนที่แท้จริงคือเพียง 2% เท่านั้น การลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้ออย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ