คำนวณ VAT 7% บวก VAT ราคา 9,500.00 บาท เท่ากับ 10,165.00 บาท

ราคารวม VAT 7%
10,165.00 บาท
9,500.00 + VAT 7% = 10,165.00 บาท
รายละเอียดการคำนวณ
ราคาก่อน VAT 9,500.00 บาท
VAT 7% 665.00 บาท
ราคารวม VAT 10,165.00 บาท
คำนวณ VAT 7%
ตารางอ้างอิง บวก VAT 7% (ราคาก่อน VAT → ราคารวม VAT)
ราคาก่อน VAT VAT 7% ราคารวม VAT
100.00 บาท 7.00 บาท 107.00 บาท
500.00 บาท 35.00 บาท 535.00 บาท
1,000.00 บาท 70.00 บาท 1,070.00 บาท
5,000.00 บาท 350.00 บาท 5,350.00 บาท
10,000.00 บาท 700.00 บาท 10,700.00 บาท
50,000.00 บาท 3,500.00 บาท 53,500.00 บาท
100,000.00 บาท 7,000.00 บาท 107,000.00 บาท
ทำความรู้จัก VAT 7% ภาษีมูลค่าเพิ่มของไทย

VAT คืออะไร?

VAT ย่อมาจาก Value Added Tax หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการผลิตและจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก จนถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยประเทศไทยเริ่มใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 แทนที่ภาษีการค้า (Business Tax) ที่ใช้อยู่เดิม

หลักการสำคัญของ VAT คือ ผู้ประกอบการจะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ แล้วนำส่งให้กรมสรรพากร โดยสามารถหักภาษีซื้อ (ภาษีที่จ่ายไปตอนซื้อวัตถุดิบหรือสินค้า) ออกจากภาษีขาย (ภาษีที่เรียกเก็บจากลูกค้า) ได้ ทำให้ภาษีไม่ซ้ำซ้อนกันในแต่ละขั้นตอน

ใครต้องจด VAT?

ตามประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีก็สามารถจดทะเบียน VAT โดยสมัครใจได้เช่นกัน

ผู้ประกอบการที่ต้องจดทะเบียน VAT ได้แก่:

  • ผู้ผลิตสินค้า ผู้ขายสินค้า ผู้ให้บริการ ที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
  • ผู้นำเข้าสินค้า (ไม่ว่าจะมีรายรับเท่าใด)
  • ผู้ประกอบการ e-Commerce ที่ขายสินค้าหรือบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อมีรายรับถึงเกณฑ์

หากมีรายได้ถึงเกณฑ์แล้วไม่จดทะเบียน VAT จะมีโทษปรับและเงินเพิ่ม รวมถึงอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้

สินค้าและบริการที่ยกเว้น VAT

ไม่ใช่สินค้าและบริการทุกชนิดที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กฎหมายได้กำหนดรายการที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่:

  • สินค้าเกษตรกรรมที่ยังไม่แปรรูป เช่น ข้าวเปลือก ผัก ผลไม้สด เนื้อสัตว์สด ไข่ไก่
  • การบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข เช่น ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ
  • การศึกษา ของสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชนตามกฎหมาย
  • หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน
  • การขนส่งในประเทศ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ (ภายในประเทศ)
  • การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าห้อง
  • บริการทางการเงิน เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคาร

VAT 7% มาจากไหน?

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80 กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 10% แต่ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยเก็บ VAT ในอัตรา 7% มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 รัฐบาลได้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เหลือ 7% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

การลดอัตราภาษีนี้ทำผ่าน พระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต้องต่ออายุเป็นระยะ ๆ โดยรัฐบาลทุกสมัยจะออกพระราชกฤษฎีกาขยายระยะเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพราะหากปล่อยให้หมดอายุ อัตรา VAT จะกลับไปอยู่ที่ 10% ตามกฎหมายหลัก

อัตรา 7% นี้แบ่งเป็น: ภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง 6.3% + ภาษีท้องถิ่น 0.7% (ซึ่ง 1 ใน 9 ของ VAT ที่เก็บได้จะจัดสรรให้ท้องถิ่น)

การคำนวณ VAT ในใบกำกับภาษี

ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) เป็นเอกสารสำคัญที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องออกให้ผู้ซื้อทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือบริการ ใบกำกับภาษีต้องแสดงรายละเอียดดังนี้:

  • ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออกใบกำกับภาษี
  • ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อ
  • รายการสินค้าหรือบริการ
  • ราคาสินค้า/บริการ (ก่อน VAT)
  • จำนวน VAT 7%
  • ราคารวม VAT

ตัวอย่าง: สินค้าราคา 9,500.00 บาท จะมี VAT 665.00 บาท รวมเป็น 10,165.00 บาท

ภาษีซื้อ vs ภาษีขาย

ในระบบ VAT มีคำสำคัญ 2 คำที่ต้องเข้าใจ:

  • ภาษีขาย (Output Tax) คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือบริการ ผู้ประกอบการต้องออกใบกำกับภาษีและเก็บภาษีนี้ไว้เพื่อนำส่งกรมสรรพากร
  • ภาษีซื้อ (Input Tax) คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจ่ายเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการมาใช้ในกิจการ ภาษีซื้อนี้สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้

สูตร: ภาษีที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย - ภาษีซื้อ

หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ต้องนำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากร แต่ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สามารถขอคืนภาษีหรือนำไปเครดิตในเดือนถัดไปได้

วิธียื่น VAT (ภ.พ.30) ทุกเดือน

ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทุกเดือน ไม่ว่าเดือนนั้นจะมีรายได้หรือไม่ก็ตาม โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • กำหนดยื่น: ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23)
  • ช่องทางยื่น: ยื่นผ่านเว็บไซต์ e-Filing ของกรมสรรพากร (rd.go.th) หรือยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่
  • เอกสารที่ต้องเตรียม: รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย ใบกำกับภาษีซื้อ-ขายทั้งหมดในเดือน
  • การชำระเงิน: สามารถชำระผ่านธนาคาร Internet Banking หรือ PromptPay

หากยื่นแบบล่าช้า จะต้องเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ต้องชำระ และค่าปรับอาญา 200-5,000 บาท

เคล็ดลับ: ดูราคาสินค้า

เวลาซื้อสินค้าหรือบริการ สิ่งสำคัญที่ต้องสังเกตคือ ราคาที่แสดงรวม VAT แล้วหรือยัง?

  • ร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ: โดยทั่วไปราคาที่ติดป้ายจะ รวม VAT 7% แล้ว ผู้บริโภคจ่ายตามราคาที่เห็นเลย
  • ร้านค้าส่ง B2B: มักแสดงราคา ยังไม่รวม VAT เพราะผู้ซื้อเป็นผู้ประกอบการที่สามารถนำภาษีซื้อไปเครดิตได้
  • ร้านอาหาร: บางร้านแสดงราคาไม่รวม VAT และไม่รวม Service Charge (10%) ดังนั้นราคาจริงที่ต้องจ่ายอาจสูงกว่าราคาในเมนูถึง 17.7%
  • ใบเสนอราคา (Quotation): ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าราคาที่เสนอรวม VAT แล้วหรือไม่ เพราะจะมีผลต่อต้นทุนจริง

เคล็ดลับง่าย ๆ: ถ้าเห็นราคาลงท้ายด้วยเลขกลม ๆ เช่น 100, 500, 1000 บาท มักจะเป็นราคารวม VAT แล้ว แต่ถ้าเห็นราคาเช่น 93.46 บาท มักเป็นราคาก่อน VAT (93.46 + 7% = 100 บาท)

VAT Refund สำหรับนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ซื้อสินค้าในประเทศไทยสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) ได้ภายใต้เงื่อนไขดังนี้:

  • ซื้อสินค้าจากร้านค้าที่มีป้าย "VAT Refund for Tourists"
  • ซื้อสินค้ามูลค่ารวม ตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ต่อร้านต่อวัน
  • ยอดซื้อรวมทั้งหมดตลอดทริป ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป
  • ต้องนำสินค้าออกนอกประเทศ ภายใน 60 วัน นับจากวันที่ซื้อ
  • ขอแบบฟอร์ม ภ.พ.10 จากร้านค้าในวันที่ซื้อ
  • แสดงสินค้าและเอกสารที่เคาน์เตอร์ VAT Refund ที่สนามบินก่อนเช็คอิน

การคืนภาษีจะหักค่าธรรมเนียมดำเนินการ สามารถรับเป็นเงินสด (ไม่เกิน 30,000 บาท) แบงค์ดราฟท์ หรือโอนเข้าบัตรเครดิต สินค้าบางประเภทไม่สามารถขอคืน VAT ได้ เช่น อัญมณีที่ยังไม่ได้ประกอบเป็นตัวเรือน อาวุธ และสินค้าต้องห้ามนำออกนอกประเทศ

ตัวอย่างการคำนวณ VAT อื่น ๆ