| ราคาก่อน VAT | 4,672.90 บาท |
| VAT 7% | 327.10 บาท |
| ราคารวม VAT | 5,000.00 บาท |
| ราคาก่อน VAT | VAT 7% | ราคารวม VAT |
|---|---|---|
| 93.46 บาท | 6.54 บาท | 100.00 บาท |
| 467.29 บาท | 32.71 บาท | 500.00 บาท |
| 934.58 บาท | 65.42 บาท | 1,000.00 บาท |
| 4,672.90 บาท | 327.10 บาท | 5,000.00 บาท |
| 9,345.79 บาท | 654.21 บาท | 10,000.00 บาท |
| 46,728.97 บาท | 3,271.03 บาท | 50,000.00 บาท |
| 93,457.94 บาท | 6,542.06 บาท | 100,000.00 บาท |
VAT ย่อมาจาก Value Added Tax หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการผลิตและจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก จนถึงผู้บริโภคคนสุดท้าย ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยประเทศไทยเริ่มใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 แทนที่ภาษีการค้า (Business Tax) ที่ใช้อยู่เดิม
หลักการสำคัญของ VAT คือ ผู้ประกอบการจะเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ แล้วนำส่งให้กรมสรรพากร โดยสามารถหักภาษีซื้อ (ภาษีที่จ่ายไปตอนซื้อวัตถุดิบหรือสินค้า) ออกจากภาษีขาย (ภาษีที่เรียกเก็บจากลูกค้า) ได้ ทำให้ภาษีไม่ซ้ำซ้อนกันในแต่ละขั้นตอน
ตามประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีก็สามารถจดทะเบียน VAT โดยสมัครใจได้เช่นกัน
ผู้ประกอบการที่ต้องจดทะเบียน VAT ได้แก่:
หากมีรายได้ถึงเกณฑ์แล้วไม่จดทะเบียน VAT จะมีโทษปรับและเงินเพิ่ม รวมถึงอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้
ไม่ใช่สินค้าและบริการทุกชนิดที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กฎหมายได้กำหนดรายการที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่:
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80 กำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 10% แต่ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยเก็บ VAT ในอัตรา 7% มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 รัฐบาลได้ลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เหลือ 7% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
การลดอัตราภาษีนี้ทำผ่าน พระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต้องต่ออายุเป็นระยะ ๆ โดยรัฐบาลทุกสมัยจะออกพระราชกฤษฎีกาขยายระยะเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพราะหากปล่อยให้หมดอายุ อัตรา VAT จะกลับไปอยู่ที่ 10% ตามกฎหมายหลัก
อัตรา 7% นี้แบ่งเป็น: ภาษีมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง 6.3% + ภาษีท้องถิ่น 0.7% (ซึ่ง 1 ใน 9 ของ VAT ที่เก็บได้จะจัดสรรให้ท้องถิ่น)
ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) เป็นเอกสารสำคัญที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องออกให้ผู้ซื้อทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือบริการ ใบกำกับภาษีต้องแสดงรายละเอียดดังนี้:
ตัวอย่าง: สินค้าราคา 5,000.00 บาท จะมี VAT 327.10 บาท รวมเป็น 5,000.00 บาท
ในระบบ VAT มีคำสำคัญ 2 คำที่ต้องเข้าใจ:
สูตร: ภาษีที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย - ภาษีซื้อ
หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ต้องนำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากร แต่ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สามารถขอคืนภาษีหรือนำไปเครดิตในเดือนถัดไปได้
ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม) ทุกเดือน ไม่ว่าเดือนนั้นจะมีรายได้หรือไม่ก็ตาม โดยมีรายละเอียดดังนี้:
หากยื่นแบบล่าช้า จะต้องเสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ต้องชำระ และค่าปรับอาญา 200-5,000 บาท
เวลาซื้อสินค้าหรือบริการ สิ่งสำคัญที่ต้องสังเกตคือ ราคาที่แสดงรวม VAT แล้วหรือยัง?
เคล็ดลับง่าย ๆ: ถ้าเห็นราคาลงท้ายด้วยเลขกลม ๆ เช่น 100, 500, 1000 บาท มักจะเป็นราคารวม VAT แล้ว แต่ถ้าเห็นราคาเช่น 93.46 บาท มักเป็นราคาก่อน VAT (93.46 + 7% = 100 บาท)
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ซื้อสินค้าในประเทศไทยสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) ได้ภายใต้เงื่อนไขดังนี้:
การคืนภาษีจะหักค่าธรรมเนียมดำเนินการ สามารถรับเป็นเงินสด (ไม่เกิน 30,000 บาท) แบงค์ดราฟท์ หรือโอนเข้าบัตรเครดิต สินค้าบางประเภทไม่สามารถขอคืน VAT ได้ เช่น อัญมณีที่ยังไม่ได้ประกอบเป็นตัวเรือน อาวุธ และสินค้าต้องห้ามนำออกนอกประเทศ